เฮดองค์ประกอบ.jpg

ลักษณะตัวหนัง และการแสดงหนังใหญ่จัดว่าเป็นเอกลักษณ์ที่มีแค่ในประเทศไทย ไม่เหมือนกับ

การแสดงหุ่นเงาแบบของชนชาติอื่น การแสดงหนังใหญ่ไม่ได้เน้นลีลาการเคลื่อนไหวของตัวละคร

แต่เน้นความงามที่เกิดจากการวางตัวหนังใหญ่ย้อนแสงแล้วกลายเป็นเงาตกทอดไปยังจอหนัง

ความสวยงามของช่องไฟ การจัดภาพอย่างพิสดาร  ลีลาของตัวละครที่ดูเหมือนเคลื่อนไหว

อย่างได้อารมณ์ตามเนื้อเรื่อง ประกอบกับบทพากย์ บทเจรจา บทขับร้อง และวงปี่พาทย์  สามารถ

ทำให้ผู้ชมเข้าใจเรื่องราว และได้รับรสความงามในหลายๆ ด้านในคราวเดียวกัน ก่อนเปิดการแสดง

จะต้องประกอบพิธีไหวัครูก่อนทุกครั้ง นายหนังจะเป็นผู้ประกอบพิธีตั้งเครื่องสังเวยบูชาครู

ทำพิธีถวายครูเรียกว่า พิธีเบิกหน้าพระ เมื่อเสร็จแล้วนักแสดงเชิญหนังครูเข้าไว้ด้านหลังจอ

โดยติดตั้งไว้กับเสาจอแล้วแสดงเรื่องสั้นๆ เช่น จับลิงหัวค่ำ เป็นต้น จากนั้นจึงเริ่มแสดงเรื่องใหญ่

มักเป็นเรื่องรามเกียรติ์ตอนใดตอนหนึ่งซึ่งนิยมเล่นเป็นตอนแบบเดียวกับโขน เช่น ตอนหนุมานอาสา

ตอนศึกนาคบาศ เป็นต้น

การแสดงหนังใหญ่แต่ละครั้งประกอบด้วย

1. โรงหนังใหญ่

จอหนัง

    หนังใหญ่สามารถจัดแสดงในห้องประชุม ห้องโถง

สนาม หรือพื้นที่โล่งได้ เพียงแต่ต้องมีบริเวณพื้นที่

ที่เหมาะกับจอหนังใหญ่ และมีทางเดินเข้าออกสำหรับ

ผู้แสดง เนื่องจากการแสดงหนังใหญ่เป็นลักษณะ

การเล่นหนังที่หน้าจอ

     จอหนังจึงเป็นองค์ประกอบสำคัญ

ซึ่งจอหนังตอนกลางจะทำด้วยผ้าขาวเนื้อธรรมดานำมาตัดเย็บเลาะติดกันไม่หนาหรือบางมากจนเกินไป เมื่อไฟ

ส่องมาจะต้องสามารถมองเห็นได้ชัดเจน ส่วนด้านข้างทั้งสองด้านใช้ผ้าดิบอย่างหนามาขึงจนตึงเพื่อให้ตัวหนังแฝงออกจากฉากจอหนังธรรมดาจะกว้างอยู่ที่ 10 – 15 เมตร 

การให้แสง

     การให้แสงในการแสดงหนังใหญ่จะอยู่ด้านหลังของจอหนังสมัยก่อนจะให้แสงโดยการจุดไฟด้วยกะลามะพร้าวเผาให้ไฟโหมอยู่บนร้านเพลิงแต่ในปัจจุบันนิยมใช้เป็นไฟสปอร์ตไลท์ 2–3 ดวงในการฉายไฟแทน แต่จะทำให้ตัวหนังเกิดความกระด้าง ไม่พลิ้วไหวเหมือนใช้ไฟธรรมชาติแต่สะดวกในการขนย้าย และไม่ทำให้จอหนังดำจากควันไฟ

2. ผู้แสดง และผู้เกี่ยวข้องในการแสดง

คนเชิดหนังจะอยู่ในชุดนุ่งผ้าโจงกระเบนแดงสวมเสื้อแขนกระบอก และมีผ้าคาดเอวในปัจจุบันคนเชิดหนังของหนังใหญ่วัดขนอนสวมชุดโจงกระเบนแดงมีเชิงสวมเสื้อแขนยาวคอตั้งขลิบขอบทอง การแสดงของตัวหนังเป็นภาพนิ่งไม่เคลื่อนไหว

ดังนั้นคนเชิดหนังจึงมีความสำคัญเป็นอย่างมาก เพราะคนดูก็จะดูคนเชิดไปด้วย ต้องแสดงอากัปกิริยา

ของตัวหนังบนจอร่วมกับดนตรี  ทำท่าทาง และเต้นตามจังหวะเพลงเช่นเดียวกับการเต้นโขน ทำให้ตัวหนัง

มีชีวิตขึ้นมา ผู้เชิดจึงต้องสวมอารมณ์ และบทบาท  ออกท่าทางให้เหมือนจริงตามลีลาของตัวละครที่ตนกำลังเชิด

คนเชิดหนัง

10.jpg

นายหนัง หรือคนทอดหนัง

ทอดหนัง.jpg

    นายหนังเป็นผู้ชำนาญในเรื่องของการแสดง และรู้ลำดับ

ของตัวละครเป็นอย่างดีว่าหนังตัวไหนต้องออกแสดงก่อน

หรือแสดงหลัง จะทำหน้าที่เป็นผู้ทอดหนังไว้หลังจอเพื่อที่

คนเชิดจะได้หยิบออกมาเชิดได้ถูกต้องส่วนใหญ่ตัวใดแสดง

แล้วจะไม่ออกมาอีก ถ้าตัวใดต้องออกแสดงอีกครั้งก็จะตั้ง

พิงคร่าวที่ทำไว้หรือนำมาซ้อนกองไว้ตามลำดับที่ต้องนำออก

มาเชิดอีกครั้ง ถ้าคนทอดหนังไม่มีความชำนาญมากพออาจทำให้เกิดความสับสนของการแสดงได้

คนพากย์ คนเจรจา

    ปกติคนพากย์ และเจรจาควรมีจำนวนอย่างน้อย

2 คน แต่ไม่เกิน 4 คน คนพากย์ และเจรจาต้องเป็น

ผู้มีความชำนาญในเนื้อเรื่อง รอบรู้ทั้งในเรื่อง และ

นอกเรื่องที่จะเล่นในตอนนั้นๆ เป็นอย่างดี  สามารถ

จดจำบทพากย์ซึ่งเป็นบทบังคับได้อย่างแม่นยำ

มีความเป็นกวีในตัวสูง สามารถบอกหน้าพาทย์

ให้นักดนตรีทำเพลงประกอบการแสดงได้อย่าง

ถูกต้อง และต้องเป็นคนน้ำเสียงดี กังวาน พูดออกเสียงชัดเจนเนื่องจากการพากย์ต้องใช้เสียงเป็นเวลานาน

3. เครื่องดนตรี

   ดนตรีประกอบการเล่นหนังใหญ่ใช้วงปี่พาทย์เครื่องคู่

หรือเครื่องห้าตามแบบเดิม ประกอบด้วยระนาดเอก

ระนาดทุ้ม ฆ้องวง กลองทัด ตะโพน มีการใช้หลายเพลง

และจะบรรเลงตามความเหมาะสมของเรื่องราวเริ่มจาก

การบรรเลงโหมโรง บรรเลงประกอบพิธีไหว้ครูบรรเลง

ประกอบกิริยาอาการต่างๆของตัวละคร บรรเลงในการ

ดำเนินเรื่องราวตามความเหมาะสม เรียกว่า

เพลงหน้าพาทย์ เช่น เพลงสาธุการ เพลงกราวใน เพลงกราวนอก เพลงกราวใน เพลงเชิด

    วงปี่พาทย์จะหันหน้าเข้าหาจอห่างจากจอการแสดงประมาณ 4 เมตร คอยรับคำสั่งจากผู้พากย์

ว่าต้องใช้เพลงอะไร เพลงที่ใช้ในการประกอบบท และเนื้อเรื่องต้องสอดคล้องกัน แต่ในปัจจุบันมี

ารตั้งวงปี่พาทย์ข้างจอ

เนื่องจากความสะดวก

ในการชมการแสดง มี

เครื่องขยายเสียงสามารถ

ได้ยินเสียงผู้พากย์ และ

เรียกเพลงพากย์ได้ชัดเจน

Picture 229.jpg
11.jpg

เครื่องดนตรีประกอบการแสดงหนังใหญ่

4.การแสดง และพิธีกรรมเกี่ยวกับการแสดง

    ก่อนเปิดการแสดงหนังใหญ่ จะต้องเริ่มต้นด้วย

พิธีไหวัครู ซึ่งเรียกว่าเบิกหน้าพระ ถือเป็นพิธีสำคัญ

ที่ต้องกระทำก่อนแสดงทุกครั้ง เพื่อบูชาครู และ

ความเป็นสิริมงคลของผู้แสดง  นายหนังเชิญหนังครู

3 ตัวมาวาง หรือพิงที่กลางจอโดยหนังรูปฤาษีอยู่

ตรงกลาง ด้านข้างทั้งสองเป็นหนังรูปพระนารายณ์

และพระอิศวร ตั้งเครื่องสังเวยบูชาครู ซึ่งประกอบ

ไปด้วยบายศรีปากชาม, หัวหมู, ไก่, เครื่องกระยาบวช,

กล้วยสุก, มะพร้าวอ่อน, เหล้า, บุหรี่อย่างละคู่, น้ำมนต์, ธรณีสาร และพานครูเงินกำนล ๑๒ บาท

(เป็นผลประโยชน์ของคณะหนังใหญ่)  จุดธูปเทียนบูชา เริ่มโหมโรงด้วยเพลงสาธุการแล้ว

ออกตระ รัวสามลา เข้าม่านลาเสมอ จบแล้ว

ปี่พาทย์หยุด นายหนังจะลาเครื่องสังเวย ต่อจากนั้น

คนเชิดหนังจะออกมาเชิดเชิญหนังครูกลับไปไว้  ด้านหลังจอโดยติดตั้งไว้กับเสาจอ จึงถือว่าจบพิธี

 การไหว้ครู

การไหว้ครู

ดาวน์โหลด.jpg
12.jpg

การแสดงเบิกโรง

แสดงเบิกโรง.jpg

    หลังจากเสร็จพิธีไหว้ครูแล้วจะเป็นการแสดงเบิกโรง

หรือโหมโรง การแสดงชุดที่นิยมมาก และคณะหนังใหญ่

วัดขนอนใช้แสดงประจำคือ การแสดงจับลิงหัวค่ำ

เป็นชุดสั้น ๆ เวลาแสดงมักแทรกบทตลกเพื่อเรียก

ความสนใจจากผู้ชม โดยการแสดงชุดสั้น ๆ  แบบนี้

เป็นการแสดงเพื่อเรียกคนเข้ามาชม หรือเป็นสัญญาณ

บ่งบอกว่าการแสดงเริ่มแล้ว เรื่องราวของการแสดงจับลิงหัวค่ำนั้น ให้ทั้งความสนุกสนาน และคติสอนใจ

แก่ผู้ชม และเมื่อการแสดงจับลิงหัวค่ำจบลงแล้วก็เริ่มจับตอนการแสดง โดยวงปี่พาทย์ทำเพลงเสมอ

นักแสดงนำหนังเมืองออกมาเรียกว่า การตั้งเมือง จะเป็นฝ่ายพลับพลามนุษย์ หรือฝ่ายยักษ์ แล้วแต่

ตอนของการแสดง

     ขณะที่การแสดงเบิกโรงใกล้จบ คนทอดหนังที่อยู่

ด้านหลังจอจะจัดตัวหนังเขนยักษ์ และหนังเขนลิง    วางพิงกับจอด้านหลัง นักดนตรีบรรเลงเพลงกราวใน  ถ้าเป็นหนังเขนยักษ์ บรรเลงเพลงกราวนอกถ้าเป็น    หนังเขนลิง แล้วเริ่มต้นนำหนังใหญ่ออกมาแสดง    ตามเนื้อเรื่องจนจบ สมัยก่อนการแสดงหนังใหญ่

แต่ละครั้งใช้เวลานานประมาณ 3 ชั่วโมงต่อตอนหนึ่งๆ เรียกว่า ทับหนึ่ง ถ้าเป็นตอนสั้น ๆ อาจเล่นถึง 2 หรือ 3 ทับ

ในคืนเดียว ปัจจุบันคณะหนังใหญ่วัดขนอนได้ปรับเวลาการแสดงในแต่ละคืนให้เหลือประมาณ 1 ชั่วโมง

เรื่องที่นำมาแสดงคือ  เรื่องรามเกียรติ์  การแสดงหนังใหญ่วัดขนอนส่วนใหญ่จะแสดงตอนหนุมานถวายแหวนมากกว่าตอนอื่น

การจับเรื่อง